บทที่
4 วัสดุ และเครื่องมือช่างพื้นฐาน
🎯 จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถวิเคราะห์สมบัติของวัสดุและเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างชิ้นงานได้
2. นักเรียนสามารถเลือกใช้วัสดุและเครื่องมือในการสร้างชิ้นงานได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะของงานและคำนึงถึงความปลอดภัย
4.1
วัสดุในชีวิตประจำวัน
สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ
สร้างขึ้นจากวัสดุหลากหลายประเภท วัสดุแต่ละประเภทมีสมบัติและลักษณะที่แตกต่างกัน การเลือกใช้วัสดุให้ถูกต้องและเหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการออกแบบและสร้างสิ่งของเครื่องใช้
ตัวอย่างเช่น
เก้าอี้ที่เราใช้มีทั้งที่ผลิตจากไม้ พลาสติก โละ และวัสดุอื่นๆ
ซึ่งมีสมบัติและลักษณะการใช้งาน รวมทั้งวิธีการเก็บรักษาที่แตกต่างกันออกไป
ตาราง 4.1
การเปรียบเทียบสมบัติและการใช้งานเก้าอี้ที่ผลิตจากวัสดุที่แตกต่างกัน
วัสดุที่นำมาทำสิ่งของเครื่องใช้ที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น ไม้ โลหะ พลาสติก ยาง มีสมบัติและการนำไปใช้งานที่แตกต่าง ดังนี้
ไม้ (wood)
คือ วัสดุธรรมชาติที่ได้จากลำต้นของต้นไม้
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเพราะมีความแข็งแรง
ทนทาน ต้านทานไฟฟ้า ไม่เป็นสนิม มีรูปร่างคงตัว มีผิวเรียบ มีกลิ่นและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แต่ถ้าได้รับความชื้นเป็นเวลานานอาจบวมผิดรูปหรือผุได้
ไม้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ไม้ธรรมชาติหรือไม้จริง (natural wood or solid wood) และไม้ประกอบ (processed wood)
ไม้ธรรมชาติหรือไม้จริง (natural
wood or solid wood)
คือ
ไม้ที่ได้มาจากลำต้นไม้ตรง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ไม้เนื้อแข็ง (hardwood) และไม้เนื้ออ่อน
(softwood)
ไม้ประกอบ (processed
wood)
คือ
ไม้ที่ได้มาจากการนำชิ้นส่วนไม้มาต่อรวมกันด้วยกระบวนการต่าง ๆ
ไม้ประกอบมีหลายประเภท เช่น ไม้อัด ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด
ตาราง 4.2
สมบัติและการใช้งานของไม้แต่ละประเภท
โลหะ (Metals)
คือ วัสดุที่ได้จากการถลุงสินแร่ต่าง ๆ โลหะที่นำมาใช้งานส่วนใหญ่ จะผ่านการปรับปรุงสมบัติให้ดีขึ้นก่อนนำมา ใช้งาน โลหะเป็นวัสดุที่นำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีสมบัติที่ดี เช่น เป็นตัวนำความร้อนและนำไฟฟ้า ได้ดี มีความแข็งแรงสูง มีความคงทนถาวร ไม่เสื่อมสลายหรือ เปลี่ยนแปลงสภาพง่าย เป็นวัสดุทึบแสง สามารถป้องกัน ไม่ให้แสงผ่าน ทนทานต่อการกัดกร่อน มีความสวยงาม ผิวของโลหะสามารถขัดให้เป็นเงาวาวสามารถตีเป็นแผ่นบาง หรือดึงให้เป็นเส้นลวดได้
โลหะแบ่งได้เป็น 2
ประเภท คือ โลหะกลุ่มเหล็ก (ferrous metals) และโลหะนอกกลุ่มเหล็ก
(non-ferrous metals)
โลหะกลุ่มเหล็ก (ferrous
metals)
คือ
โลหะที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก แบ่งออก เป็นเหล็กกล้า (Steel) และเหล็กหล่อ
(Cast Iron) ซึ่งมี
ธาตุคาร์บอนผสมอยู่ในปริมาณที่ต่างกันตั้งแต่ 0.196 ไปจนถึง 4%
คาร์บอนที่ผสมลงในเหล็กมีผลต่อความแข็ง และความเปราะของเหล็ก
โดยทั่วไปโลหะกลุ่มเหล็กจะ
เกิดสนิมและมีสมบัติดูดติดกับแม่เหล็กได้มีความแข็งแรงสูง
สามารถปรับปรุงคุณภาพและเปลี่ยนแปลงรูปทรงโดย การกลึง เจาะ ไส
รีดเป็นแผ่นบางได้ตามที่ต้องการ
โลหะนอกกลุ่มเหล็ก (non-ferrous
metals)
คือ
โลหะที่ไม่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นโลหะประเภทนี้จะไม่เกิดสนิมและไม่ดูดติดกับแม่เหล็ก
เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง สังกะสี ทองเหลือง
ตารางที่ 4.3
สมบัติและการใช้งานของโลหะแต่ละประเภท
พลาสติก
(plastics)
คือ วัสดุสังเคราะห์ที่มนุษย์สร้างขึ้น
ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ได้จากการ กลั่นน้ำมันดิบ
ปัจจุบันพลาสติกนํามาใช้สร้างสิ่งของเครื่องใช้มากมายและมีบทบาท
อย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคน
พลาสติกแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ เทอร์โมพลาสติก (thermoplastics) และเทอร์โมเซตติ้ง
พลาสติก (thermosetting plastics)
เทอร์โมพลาสติก (thermoplastics)
พลาสติกประเภทนี้เมื่อได้รับความร้อนจะอ่อนตัวและเปลี่ยนรูปร่างได้
เมื่อเย็นลงจะแข็งตัว ถ้าให้ความร้อนอีกจะอ่อนตัว
ดังนั้นจึงสามารถทําให้กลับเป็นรูปเดิมหรือเปลี่ยนรูปได้ซ้ําไปมาหลายครั้งโดยไม่ทําลายโครงสร้างเดิมทนต่อแรงดึงได้สูง ตัวอย่าง เช่น อะคริลิก ไนลอน พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน พอลิเอทิลีน ฯลฯ
เทอร์โมเซตติ้ง พลาสติก (thermosetting
plastics)
พลาสติกประเภทนี้มีความแข็งแรง
ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและปฏิกิริยาเคมีได้ดี เมื่อได้รับความร้อนจะไม่อ่อน
ไม่สามารถหลอมและนํากลับมาขึ้นรูปใหม่ได้ ถ้าอยู่ในอุณหภูมิสูงจะทําให้แตกและไหม้เป็นขี้เถ้าสีดํา
ตัวอย่างเช่น เมรามีน พอลิเอสเทอร์เรติน
ตาราง 4.4
สมบัติและการใช้งานของพลาสติกแต่ละประเภท
ยาง (rubber)
คือ วัสดุที่มีความยืดหยุ่น
เมื่อออกแรงดึงหรือกด ยางจะยึดหรือยุบและกลับสู่สภาพเดิมได้เมื่อปล่อยให้ยางเป็นอิสระ
ยางถูกนําไปแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างสิ่งของเครื่องใช้หลายชนิด
สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ยางธรรมชาติ (natural rubber) และยางสังเคราะห์ (Synthetic rubber)
ยางธรรมชาติ (natural
rubber)
คือ ผลผลิตที่ได้จากต้นยาง เช่น ต้นยางพารา
เมื่อยาง อยู่ในสภาวะอุณหภูมิต่ําจะแข็งกระด้าง เมื่ออยู่ในสภาวะที่
อุณหภูมิสูงจะอ่อนนิม ทําให้ยางใช้งานได้ในช่วงอุณหภูมิที่จํากัด
ยางมีความยืดหยุ่นสูง ทนต่อการฉีกขาดและการสึกหรอ แต่ไม่ทน ต่อตัวทําละลายพวกน้ำมันปิโตรเลียม
และมักเสื่อมสภาพเร็ว ภายใต้แสงแดด ความร้อน ออกซิเจน
ยางสังเคราะห์
(Synthetic
rubber)
คือยางที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีเพื่อเลียนแบบยางธรรมชาติ
ข้อดีคือ สามารถปรับปรุงสมบัติ เช่น สภาพยืดหยุ่น ความ ทนทานต่อแรงดึงและการฉีกขาด
ความทนต่อเปลวไฟ สภาพอากาศ แสงแดด สารเคมีและน้ํามันได้ตามต้อง หลายประเภท
แต่ละประเภทมีสมบัติที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมในการใช้งาน
อีกทั้งยางสังเคราะห์มีความทนทานต่อการ ใช้งานและเสื่อมสภาพได้ช้ากว่ายางธรรมชาติ
ส่งผลให้ยางสังเคราะห์ได้รับความนิยมนํามาใช้งาน
ตาราง
4.5
สมบัติและการใช้งานของยางแต่ละประเภท
วัสดุมีหลายประเภท
แต่ละประเภทมีสมบัติบางประการที่เหมือนกัน และบางประการแตกต่างกัน
ดังนั้นการเลือกวัสดุต้องพิจารณาสมบัติของวัสดุให้เหมาะสมกับการใช้งาน
ขอขอบคุณ : หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (กาารออกแบบและเทคโนโลยี) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1




































